ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ ไม่ใช่ “ยาปลุกเซ็กส์”

 

เรื่องขนาด ความอึด ความแข็ง ฯลฯ วรรณคดีไทยอย่างขุนช้างขุนแผน และอีกหลายต่อหลายเรื่อง เป็นพยานได้ว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อผู้ชายมากแค่ไหน และเป็นแรงจูงใจให้คนเราเสาะหายา สมุนไพร หรืออะไรก็ได้ที่ “เค้าว่า” กินแล้วดี เพิ่มขนาด กินแล้วปรนเปรอความสุขให้กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

จนกระทั่งเมื่อมียาแผนปัจจุบันอย่าง sildenafil ออกมาเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2541 และตามมาอีกหลายชื่อสามัญทางยา ซึ่งศัพท์ทางยา เราเรียกยากลุ่มนี้ว่ายา PDE5 inhibitors ก็ทำให้ความหวังของหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ เรืองรองขึ้นมา ว่าต่อไปนี้ “ความสุขจะคืนกลับมา” อีกครั้ง

แต่อะไรที่มันมากไปก็ไม่ดีทั้งนั้น … หลายคนยังมี “อุปาทาน” ว่า ยากลุ่ม PDE5 inhibitors ที่ช่วยเรื่องหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น เป็นยา “เพิ่มความต้องการทางเพศ” หรือ “ยาปลุกเซ็กส์” พูดง่าย ๆ มองว่ายากลุ่ม PDE5 inhibitors เป็นยาที่เพิ่มความ “คัน” ในเพศรสให้มากขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้ว วัตถุประสงค์ของยาเหล่านี้ มิได้มีส่วนเพิ่ม “ความคัน” ให้มากขึ้นแต่อย่างใด คนใช้ยาเหล่านี้จะต้องมี “ความคัน” เป็นทุนเดิม แต่สังขารไม่เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติภารกิจเท่านั้นเอง ทำนองว่าใจยังไหว แต่ร่างกายไม่สู้ ประมาณนั้น

จากความเข้าใจผิด หรือจะเป็นเพราะ “อุปาทาน” ของผู้บริโภคตรงนี้ ก็เป็นช่องทางที่ทำให้คนหัวใสคิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนผสมของ PDE5 inhibitors เข้าไป เราจึงได้เห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ทั้งที่เป็นตัวยาจริง ๆ แต่เป็นรูปแบบอื่น เช่น เจลใส่ปาก เป็นยาเม็ดยี่ห้ออื่นที่ทำเลียนแบบ หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามาจากธรรมชาติ สมุนไพรเสริมสมรรถภาพทางเพศ แต่อาจมีตัวยาแผนปัจจุบันปลอมปนอยู่ในนั้น เช่น “กาแฟเสริมสมรรถภาพ” “กาแฟสำหรับท่านชาย” “กาแฟเพิ่มอารมณ์” หลายครั้งที่มีการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ มักจะพบว่าผลิตภัณฑ์พวกนี้มีการปลอมปนด้วยตัวยาแผนปัจจุบัน

 

 

สิ่งที่คาดไม่ถึงจากการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ปลอมปนยาแผนปัจจุบันก็คือ ผู้ใช้จะเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นมีความเป็น “ธรรมชาติ” ไม่ต้องกังวลถึงอันตรายหรือผลข้างเคียงที่จะตามมา ทำให้ไม่ระมัดระวัง และเมื่อเกิดความผิดปกติในร่างกายแล้วก็จะมองข้ามสาเหตุที่เกี่ยวข้องไป

ยากลุ่ม PDE5 inhibitors ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบยาแผนปัจจุบันหรือปลอมปนอยู่กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ล้วนมีอันตรายไม่แตกต่างกัน คนที่จะใช้ยากลุ่ม PDE5 inhibitors จะต้องทราบว่า ตนเองมีโรคประจำตัว หรือใช้ยาประจำตัวที่อาจจะ “ตีกัน” กับยา PDE5 inhibitors หรือไม่ คนที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยาขยายหลอดเลือดหัวใจจำพวกไนเตรต กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความ “เสี่ยงสูงมาก” ในการจะเกิดอันตรายจากการใช้ยา PDE5 inhibitors อาจจะมีอาการหมดสติเฉียบพลัน อาการวูบหน้ามืด ความดันโลหิตตก เสียชีวิตได้ หรือผู้ใช้ PDE5 inhibitors ร่วมกับสารสูดดมประเภทไนไตรท์ เช่น “popper” ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมา

การใช้ยา PDE5 inhibitors ผู้ใช้ต้องทราบด้วยว่า ใช้ยานี้ได้เพียงวันละ 1 ครั้ง และอาการข้างเคียงจากยาที่อาจพบอีกคือ การเกิดการสูญเสียการมองเห็นและการได้ยินเฉียบพลันซึ่งพบได้ไม่บ่อย แต่เป็นอาการข้างเคียงที่รุนแรงต้องพบแพทย์ด่วน

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะได้มาซึ่งความ “ความแข็งแกร่ง” ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ดีกว่าตกเป็นเหยื่อแล้วมานั่งแก้ไขกันภายหลัง

 

ขอบคุณค่ะ :: mgronline