สรรพคุณไวอากร้า (Viagra) ประโยชน์และผลข้างเคียงแต่ละชนิด

 

 

 

 

ขอบคุณที่มา redhorsex

มารู้จักยาไวอากร้า (Viagra®) เป็นอย่างไรมารู้จักกันเถอะ..

มารู้จักยาไวอากร้า (Viagra®) เป็นอย่างไรมารู้จักกันเถอะ….??

“ไวอากร้า” ไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศนะจ๊ะ !!!
ภก.ผาสุก  ตีรชาติ
ภญ.พอตา  กาบเกษร
ศูนย์ปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุข
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
        สำหรับคนทั้งหลายโดยเฉพาะท่านชายน้อย ชายใหญ่ คงรู้จัก หรือเคยได้ยินชื่อ ยาไวอากร้า (Viagra®) ท่านชายหลายท่านคิดว่า ยาไวอากร้า จะช่วยกระตุ้นให้น้องชายแข็งแรง พร้อมออกศึก แต่หลายท่านที่เคยมีประวัติว่า นกเขาไม่ขัน แล้วมากินยาตัวนี้ก็มักจะบ่น ๆ ว่า น้องชายก็ยังไม่พร้อมออกศึกซักที ไม่ใช่ว่ายาไม่ดี หรือ เป็นยาปลอม แต่ทว่า มีปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องด้วยคือ อารมณ์…เรามาดูขบวนการก่อนนะครับ ว่ากว่าน้องชายจะพร้อมออกศึกต้องมีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง โดยทั่วไปแล้ว อวัยวะเพศชายจะแข็งตัวพร้อมออกศึกนั้น ต้องมีการทำงานของหลาย ๆ ระบบประกอบกัน โดยเริ่มจากต้องมี       สิ่งเร้า มากระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ เมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ สมองก็จะส่งสัญญาณผ่านทางระบบประสาทไปที่อวัยวะเพศชาย กระตุ้นให้หลอดเลือดที่อวัยวะเพศขยายตัว มีเลือดมาคั่งมากขึ้น จนอวัยวะเพศมีขนาดใหญ่และแข็งตัว แต่ถ้าหากมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศแล้ว แต่นกเขาไม่ขัน น้องชายไม่พร้อมออกศึก เราเรียกอาการนี้ว่า “ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ” หรือ Erectile Dysfunction (ED)
สาเหตุของการเกิดภาวะ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สภาวะโรคต่าง ๆ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ  ปัญหาทางอารมณ์ การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า  หรือจากยาบางตัวบางกลุ่ม
เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว หลายท่านคงนึกถึงยาในฝันยา นั่นคือ ไวอากร้า (Viagra®) ซึ่งคิดว่าจะช่วยให้น้องชายพร้อมออกศึกได้ โดยไม่คำนึงว่าจะมีอารมณ์ทางเพศหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น หากไม่มีการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ยาในฝันของท่านก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะกลไกของยาไม่ได้ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้อย่างเต็มที่
เรามาทำความรู้จักยา ไวอากร้า (Viagra®อย่างจริงจังกันหน่อยนะครับ
     Viagra® จริงๆแล้วเป็นชื่อการค้า มีชื่อสามัญทางยาว่า Sildenafil (ซิลเดนาฟิล) ซึ่งยาจะไปออกฤทธิ์กักเลือดที่ไหลไปเลี้ยงอวัยวะเพศชายให้อยู่ที่บริเวณ ช่วยคงสภาพการขยายตัวของหลอดเลือดในอวัยวะเพศชายให้ขยายตัวอยู่นานเพียงพอสำหรับการร่วมเพศ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวนานขึ้น  การขยายตัวของหลอดเลือดในอวัยวะเพศชาย เป็นผลมาจากการกระตุ้นที่ผนังหลอดเลือดด้วยสารเคมีชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นชื่อ ไซคลิก-จีเอ็มพี (C-GMP) สารนี้จะถูกสร้างขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นทางเพศ ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง แล้วจะถูกทำลายลง มิฉะนั้น จะทำให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศที่ไม่ยอมคลายตัว ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก สารที่ทำหน้าที่ทำลายมีคุณสมบัติเป็นเอนไซม์ มีชื่อว่า ฟอสโฟ ไดเอสเตอเรส-5 ซึ่งยา Viagra® จะออกฤทธิ์โดยการขัดขวางการทำงานของเอนไซม์นี้ ดังนั้น ไซคลิก-จีเอ็มพี จะถูกทำลายน้อยลง ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวอยู่ได้ต่อไป สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว สารทั้งสองจะทำงานเป็นไปอย่างสมดุล ทำให้การแข็งตัวเกิดขึ้นนานเพียงพอสำหรับการร่วมเพศ แต่ในผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ความสมดุลนี้จะเสียไป ทำให้ยา Viagra® เข้ามามีบทบาทแก้ปัญหาดังกล่าว
ดังได้กล่าวมาแล้ว ว่ายานี้จะออกฤทธิ์ต่อเมื่อมีการหลั่งสาร ไซคลิก-จีเอ็มพี หมายถึงว่า ต้องมีการกระตุ้นทางเพศเกิดขึ้นก่อน และต้องมีความต้องการทางเพศเกิดขึ้นด้วย และยาจะเข้ามาช่วยคงสภาพให้การแข็งตัวเพียงพอปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ดังนั้น ยานี้จะไม่ช่วยปลุกอารมณ์ทางเพศ ไม่ช่วยทำให้พลังทางเพศเพิ่มสูงขึ้น และไม่ช่วยให้ร่วมเพศได้นานขึ้น เพราะฉะนั้น การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาคือ 25-100 มิลลิกรัม รับประทาน 1 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง  อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ ปวดศีรษะ, หน้าแดง, ร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้, ตาพร่ามัว หรือมองเห็นแสงสีฟ้าสีเขียว หรือ อวัยวะเพศแข็งตัวนานเกินไป
ขอบคุณที่มา smc.sut.

Viagra vs Cialis vs Levitra ต่างกันอย่างไร ยาตัวไหนดีที่สุด?

 

 

Viagra Cialis Levitra

Viagra vs Cialis vs Levitra ต่างกันอย่างไร ยาตัวไหนดีที่สุด?
Viagra vs Cialis vs Levitra ออกฤทธิ์อย่างไร

Viagra Cialis Levitra ยาทั้ง 3 ตัวนี้ เป็นยาประเภทเดียวกัน โดยออกฤทธิ์ ส่งผลทำให้เส้นเลือดขยายตัว และกล้ามเนื้อ ของอวัยวะเพศชายขยายตัว ยาเหล่านี้ใช้ได้ผลดี ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวจนใช้งานได้ ร้อยละ 50-90 แล้ว แต่จะศึกษาวิจัยในคนกลุ่มไหน เช่นในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะได้ผลดี เพียงร้อยละ 50-60 ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีโรค ได้ผลดีร้อยละ 90

Viagra vs Cialis vs Levitra ยาตัวไหนดีที่สุด
ไวอากร้าผ่านการรับรองและใช้กันอย่างแพร่หลายมานานกว่า 7 ปี (อย.ของอเมริกา รับรองปี 1998) จึงมีข้อมูลการใช้ยามากกว่า Levitra และ Cialis ซึ่งใช้มานาน 3 ปี (รับรองปี 2003) ยาทั้ง 3 ตัวมีข้อดีกว่ายาฉีดซึ่งฉีดปุ๊บอวัยวะเพศจะแข็งปั๊บคือต้องมีการกระตุ้นทางเพศจึงจะมีการแข็งตัว โดยรายละเอียดอาจจะต่างกันบ้าง เช่น ไวอากร้ากินจำนวน 50-100 มิลลิกรัม ในขณะท้องว่าง และระมัดระวังไม่กินอาหารมีไขมัน 1 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ Levitra กินจำนวน 10-20มิลลิกรัม ไม่ต้องงดอาหารแต่ระมัดระวังไม่กินอาหารมีไขมัน ส่วน Cialis กินจำนวน 5-10 มิลลิกรัม ไม่เกี่ยวกับอาหาร และมีข้อดีคือ ยาออกฤทธิ์นานถึง 36 ชั่วโมง ดังนั้นสามารถวางแผนมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่า

ผลข้างเคียง
ของยาทั้ง 3 จากฤทธิ์การขยายเส้นเลือด อาจทำให้อาจเกิดอาการปวดหัว หน้าแดง แน่นท้อง คลื่นไส้ คัดจมูก และปัจจุบันมีรายงานการมองเห็นภาพเสื่อมลงจากการรับประทานไวอากร้า ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากขาดเลือดไปเลี้ยงที่ประสาทตา (Optic nerve) แต่ยาอีกสองตัวยังไม่มีรายงาน

Posted in ความรู้เรื่องViagraTagged Viagra Cialis Levitra, Viagra vs Cialis vs Levitra ต่างกันอย่างไร ยาตัวไหนดีที่สุด?Edit Viagra vs Cialis vs Levitra ต่างกันอย่างไร ยาตัวไหนดีที่สุด?
Post navigation
Levitra 20mg

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก genericvardenafillevitra

ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ไวอากร้า (Viagra)

 
ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ไวอากร้า (Viagra)

ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ถูกสังเคราะห์และมีการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ทางการแพทย์นำมาใช้ด้วยวัตถุประสงค์รักษาโรคความดันโลหิตสูง และอาการเจ็บหน้าอกด้วยเหตุเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ (กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด) จากนั้นมีผลการทดลองทางคลินิกพบว่า ซิลเดนาฟิลมีฤทธิ์บำบัดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ (นกเขาไม่ขัน) ทางบริษัทยาจึงมุ่งทำการตลาดเรื่องอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ ในไม่ช้ายอดขายได้พุ่งขึ้นเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งพันเก้าร้อยล้านดอลล่าร์ภายในปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) บางประเทศในแถบเอเชียได้แอบผสมซิลเดนาฟิลลงในกาแฟเพื่อวัตถุประสงค์ทำยอดขาย แต่ก็ไม่พ้นกฎหมายลงโทษในที่สุด

หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยจะรู้จักซิลเดนาฟิลในยาชื่อการค้าว่า “ไวอากร้า (Viagra)” และบริษัทยาที่เป็นผู้ผลิตเดียวกันก็ได้ขึ้นทะเบียนยาซิลเดนาฟิลในขนาด 20 มิลลิกรัม/เม็ด เพื่อ รองรับวัตถุประสงค์การรักษาความดันโลหิตสูงของหลอดเลือดแดงภายในปอด โดยใช้ชื่อยาทางการค้าว่า “Revatio” ประเทศไทยของเรายังมีการจำหน่ายยาซิลเดนาฟิลอีกหลายชื่อการค้าดังจะได้กล่าวในหัวข้อ ยาชื่อการค้าอื่นๆ

การศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetic, การศึกษาความเป็นไปของยา เมื่อยาเข้าสู่ร่างกาย) ของยานี้พบว่า ซิลเดนาฟิลสามารถดูดซึมจากทางเดินอาหารประมาณ 40% จากนั้นจะเข้าจับพลาสมาโปรตีนประมาณ 96% ตับจะเป็นอวัยวะหลักที่คอยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของยาซิลเดนาฟิล ร่างกายต้องใช้เวลา 3 – 4 ชั่วโมงในการกำจัดยานี้ออกจากกระแสเลือด 50% ยาซิลเดนาฟิลส่วนใหญ่จะถูกขับออกมากับอุจจาระและบางส่วนถูกขับออกทางไต

อนึ่ง ตามกฏหมายไทยยานี้ถูกจัดอยู่ในหมวดยาควบคุมพิเศษ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป

ยาซิลเดนาฟิลมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?
ซิลเดนาฟิล
ยาซิลเดนาฟิลมีสรรพคุณดังนี้

รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ (นกเขาไม่ขัน)
รักษาความดันโลหิตภายในหลอดเลือดแดงของปอดสูง (Pulmonary arterial hypertension)
ยาซิลเดนาฟิลมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?
กลไกการออกฤทธิ์ของซิลเดนาฟิลคือ ตัวยาจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่มีชื่อว่า Phosphodiesterase type-5 (PDE5) ทำให้เกิดการเพิ่มของสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า cGMP (Cyclic guanosine monophosphate, สารที่เกี่ยวข้องกับการทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว) ส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดแดงเกิดการคลายตัว ทำให้เลือดไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงองคชาตของบุรุษได้มากขึ้น รวมถึงเกิดการลดความดันโลหิตภายในปอด จึงเกิดฤทธิ์ของการรักษาตามสรรพคุณ

ยาซิลเดนาฟิลมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?
ยาซิลเดนาฟิลมีรูปแบบการจัดจำหน่ายเป็น ยาเม็ดขนาด 20, 50, และ 100 มิลลิกรัม/เม็ด

ยาซิลเดนาฟิลมีขนาดรับประทานอย่างไร?
ยาซิลเดนาฟิลมีขนาดรับประทานดังนี้

ก. สำหรับการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของบุรุษ (รักษาอาการนกเขาไม่ขัน):

ผู้ใหญ่: รับประทาน 50 มิลลิกรัม ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที – 4 ชั่วโมง ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม
สำหรับผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีที่มีค่าการทำงานของไต (Creatinine clearance) น้อยกว่า 30 มิลลิลิตร/นาที รับประทาน 25 มิลลิกรัมก่อนมีเพศสัมพันธ์, และที่มีภาวะตับทำงานผิดปกติรับประทาน 25 มิลลิกรัม
ข. สำหรับรักษาความดันโลหิตของหลอดเลือดแดงภายในปอดสูง (Pulmonary arterial hypertension):

ผู้ใหญ่: รับประทาน 20 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง
เด็ก: ยังไม่มีการศึกษาการใช้ยานี้ในเด็ก การใช้ยานี้ในเด็กจึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์
เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?
เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดที่รวมถึงยาซิลเดนาฟิล ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกร ดังนี้

ประวัติแพ้ยาทุกชนิด เช่น กินยาแล้ว คลื่นไส้มาก หรือแน่นหายใจติดขัด/หายใจลำบาก
มีโรคประจำตัวต่างๆรวมทั้งกำลังกินยาอะไรอยู่ เพราะยาซิลเดนาฟิลอาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆที่กินอยู่ก่อน
หากเป็นสุภาพสตรีควรแจ้งว่าอยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายประเภทสามารถผ่านทางน้ำนมหรือรกและเข้าสู่ทารก จนก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้
หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?
หากลืมรับประทานยาซิลเดนาฟิล สามารถรับประทานเมื่อนึกขึ้นได้ ถ้าเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานยาในมื้อถัดไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า

ยาซิลเดนาฟิลมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?
ยาซิลเดนาฟิลสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) ดังนี้ เช่น มีอาการปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย คัดจมูก หน้าแดง การมองเห็นภาพผิดปกติ ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่อาจมีความรุนแรงมาก ได้แก่ มีภาวะความดันโลหิตต่ำ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันในลูกตาสูง และสูญเสียการได้ยิน

มีข้อควรระวังการใช้ยาซิลเดนาฟิลอย่างไร?
มีข้อควรระวังการใช้ยาซิลเดนาฟิลดังนี้

ห้ามรับประทานยาซิลเดนาฟิลกับสารที่มีองค์ประกอบของไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide ) เช่น ไนไตรท์ (Nitrite) และไนเตรท (Nitrate) ซึ่งมีอยู่ในยาอื่น เช่น ยาขยายหลอดเลือด (เช่น Nitroglycerin, Sodium nitroprusside และ Amyl nitrite) เป็นต้น
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ชายที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับผิดปกติระยะรุนแรง
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตผิดปกติ
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่เพิ่งเกิดอาการหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบตัน และยังอยู่ในช่วงการ ติดตามและเฝ้าระวังโรคจากแพทย์
ยาซิลเดนาฟิลยังไม่มีการระบุข้อบ่งใช้ในสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร รวมถึงเด็ก ด้วยข้อมูลความปลอดภัยของยาต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่ทราบชัดเจน
หากเกิดผลข้างเคียงที่ทำให้สูญเสียการได้ยิน ผู้ป่วยต้องหยุดการใช้ยาทันทีแล้วรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล
ห้ามใช้ยาหมดอายุ
***** อนึ่ง ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมยาซิลเดนาฟิลด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิด และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกครั้ง ควรต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาซิลเดนาฟิลมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?
ยาซิลเดนาฟิลมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นดังนี้

การใช้ยาซิลเดนาฟิลร่วมกับยารักษาโรคกระเพาะอาหาร เช่น ไซเมทิดีน (Cimetidine) หรือยาที่ใช้รักษาอาการป่วยจากโรคติดเชื้อเอชไอวี เช่น ไรโทนาเวีย (Ritonavir) อาจทำให้ความเข้มข้นของซิลเดนาฟิลเพิ่มมากขึ้นจนอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน
การใช้ยาซิลเดนาฟิลร่วมกับยาลดความดันโลหิตกลุ่มแอลฟา บล็อกเกอร์ (Alpha-blocker) สามารถส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ ควรเลี่ยงไม่ใช้ร่วมกันหรืออาจต้องปรับขนาดรับประทานให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายบุคคลไป
การใช้ยาซิลเดนาฟิลร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จะส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ ห้ามรับประทานยาซิลเดนาฟิลพร้อมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
ควรเก็บรักษายาซิลเดนาฟิลอย่างไร?
ควรเก็บยาซิลเดนาฟิลที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส (Celsius) เก็บยาในภาชนะที่ปิดมิดชิด พ้นแสงแดด ความร้อนและความชื้น เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง และไม่ควรเก็บยาในห้องน้ำ

ยาซิลเดนาฟิลมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?
ยาซิลเดนาฟิลที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตเช่น

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
Elonza (อีลอนซา) Unison
Revatio (เรวาทิโอ) Pfizer
Sidegra (ซิเดกร้า) GPO
Tonafil (โทนาฟิล) T.O. Chemicals
Viagra (ไวอากร้า) Pfizer

บรรณานุกรม
1 http://en.wikipedia.org/wiki/Sildenafil#Sexual_dysfunction [2014,Oct4]
2 http://www.mims.com/Thailand/drug/search/?q=sildenafil [2014,Oct4]
3 http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Viagra/?type=full#Contraindications [2014,Oct4]
4 http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Sidegra/?type=brief [2014,Oct4]
5 http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Revatio/ [2014,Oct4]
6 http://www.mims.com/THAILAND/Home/GatewaySubscription/?generic=sildenafil [2014,Oct4]

ขอบคุณที่มา haamor

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาViagra-Cialis

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาViagra-Cialis

สามารถออกฤิทธิ์ได้นานถึง 4 ชั่วโมง มีขนาดความแรง 3 ขนาด คือ 25 , 50 และ 100 mg ขนาดยาที่แนะนำให้ใช้คือ 50 mg รับประทานเพื่อปลุกเซ็กส์ก่อนมี SEX ประมาณ 1 ชม. อาจเพิ่มขนาดยา เป็น 100 mg.หรือลดลงเป็น 25 mg. ขึ้นกับประสิทธิผลและการทนทานต่อผลข้างเคียงของยาปลุกเซ็ก ขนาดสูงสุดที่แนะนำ คือ 100 mg หากใช้ยาไวอกร้าในขนาดสูงเกินไป ผลข้างเคียงจะเพิ่มขึ้น หากใช้ยาไวอากร้าในขนาดต่ำเกินไปจะไม่ได้ผล การดูดซึมของยาปลุกเซ็กส์นี้ถูกรบกวนโดยอาหาร ควรรับประทานยาไวอากร้า ในขณะท้องว่างได้แก่ ก่อนอาหารประมาณ 30 นาที หรือหลังอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งในกรณีนี้ ยาปลุกเซ็กชายจะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์

ยาViagra-Cialis

คำเตือนและข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาปลุกเซ็กส์ในกลุ่ม Viagra และCialis

– ยาปลุกเซ็กนี้จะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อ มีการหลั่งสารไซคลิกจีเอ็มพีแล้ว หมายความว่า ต้องมีการกระตุ้นทางเพศ และผู้ใช้ยาปลุกเซ็กส์ต้องมีความต้องการทางเพศเกิดขึ้นด้วยยาปลุกอารมณ์นี้จึงจะเข้ามาช่วยคงสภาพการแข็งตัวในผู้ที่มีปัญหา ดังนั้นยาไวอากร้านี้จะไม่ช่วยปลุกอารมณ์ทางเพศ หรือทำให้พลังทางเพศเพิ่มสูงขึ้น และไม่ช่วยให้ร่วมเพศได้นานขึ้น หรือบ่อยครั้งขึ้น
– ห้ามใช้ในเด็กและสตรี
– ผู้ที่จะได้รับยาไวอากร้า ควรได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกายจากแพทย์ เพื่อให้แพทย์เลือกวิธีการ รักษาที่เหมาะสม ตลอดจนเป็นการป้องกันอันตรายอันอาจเกิดจากการใช้ยาปลุกเซ็กส์
และอันตรายอันอาจ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยบางประเภท เช่นผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เป็นต้น
– ความถี่ในการรับประทานยาปลุกเซ็กส์สูงสุดไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน

ขอบคุณที่มา noprescription

ทำความรู้จักยา ไวอากร้า (Viagra)

ทำความรู้จักยา ไวอากร้า (Viagra)

Viagra จริงๆแล้วเป็นชื่อการค้า มีชื่อสามัญทางยาว่า Sildenafil (ซิลเดนาฟิล) ซึ่งยาจะไปออกฤทธิ์กักเลือดที่ไหลไปเลี้ยงอวัยวะเพศชายให้อยู่ที่บริเวณ ช่วยคงสภาพการขยายตัวของหลอดเลือดในอวัยวะเพศชายให้ขยายตัวอยู่นานเพียงพอสำหรับการร่วมเพศ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวนานขึ้น  การขยายตัวของหลอดเลือดในอวัยวะเพศชาย เป็นผลมาจากการกระตุ้นที่ผนังหลอดเลือดด้วยสารเคมีชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นชื่อ ไซคลิก-จีเอ็มพี (C-GMP) สารนี้จะถูกสร้างขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นทางเพศ ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง  ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวอยู่ได้ ทำให้การแข็งตัวเกิดขึ้นนานเพียงพอสำหรับการร่วมเพศ แต่ในผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ความสมดุลนี้จะเสียไป ทำให้ยา Viagra เข้ามามีบทบาทแก้ปัญหาดังกล่าว

Viagra

ดังได้กล่าวมาแล้ว ว่ายานี้จะออกฤทธิ์ต่อเมื่อมีการหลั่งสาร ไซคลิก-จีเอ็มพี หมายถึงว่า ต้องมีการกระตุ้นทางเพศเกิดขึ้นก่อน และต้องมีความต้องการทางเพศเกิดขึ้นด้วย และยาจะเข้ามาช่วยคงสภาพให้การแข็งตัวเพียงพอปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ดังนั้น ยานี้จะไม่ช่วยปลุกอารมณ์ทางเพศ ไม่ช่วยทำให้พลังทางเพศเพิ่มสูงขึ้น และไม่ช่วยให้ร่วมเพศได้นานขึ้น เพราะฉะนั้น การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาคือ 25-100 มิลลิกรัม รับประทาน 1 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง  อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ ปวดศีรษะ, หน้าแดง, ร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้, ตาพร่ามัว หรือมองเห็นแสงสีฟ้าสีเขียว หรือ อวัยวะเพศแข็งตัวนานเกินไป
ห้ามใช้ยา Viagra ร่วมกับ ยารักษาโรคหัวใจกลุ่มไนเตรต เช่น Isordil (ไอซอร์ดิล) Nitroglycerin (ไนโตรกลีเซอรีน) เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ความดันเลือดลดต่ำลงมาก จนอาจช็อคและเสียชีวิตได้

 

 

ขอบคุณทื่มา pills-viagra100mg.

อันตรายจากปฏิกริยาระหว่างยา Viagra กับยา Nitrat

อันตรายจากปฏิกริยาระหว่างยา Viagra กับยา Nitrat

วงการแพทย์ขณะนี้เกือบไม่มีใครไม่เคยได้ยิน หรือไม่เคยรู้จักยาใหม่ที่ชื่อ Viagra (Sildenafil citrate) ซึ่งเป็นยาที่ผลิตโดย บริษัท Pfizer ของสหรัฐอเมริกา และได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นยาบำบัดภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวของบุรุษ (Erectile dysfunction, ED) ยอดจำหน่ายViagra สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประวัติการณ์หลังจากได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายได้ในสหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น จึงมีผู้รายงานภาวะอันไม่พึงประสงค์จาก Viagra เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามมาด้วย ขณะนี้ Viagra ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยแล้ว และคงจะมีจำหน่ายในเวลาอันใกล้นี้ 

เราควรได้ทราบข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง นอกเหนือไปจากประสิทธิภาพในแง่การรักษา เพื่อป้องกันและเตรียมตัวรับกับปัญหาๆ หนึ่ง ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยไม่ได้ ก่อนอื่นคงจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ nitric oxide (NO) และ guanosine 5’-monophosphate (cyclic GMP, cGMP) ก่อน NO ถือเป็น neurotransmitter ตัวใหม่ซึ่งเพิ่งค้นพบและทำการศึกษากัน

ในช่วง 10 ปีมานี้ NOมีคุณสมบัติหลายอย่างที่สำคัญอันหนึ่งคือ ทำให้มีการคลายตัว (relaxation) ของ smooth muscle โดยเฉพาะ smooth muscle ของเส้นเลือด โดยที่ NO จะไปเกาะกับ receptor บนเอ็นไซม์ guanylyl cyclase ซึ่งจะเปลี่ยน guanosine 5’-triphosphate (GTP) ให้เป็น cGMP ซึ่งเป็นตัวนำสัญญานตัวที่สอง (secondary messenger) กระตุ้นให้กล้ามเนื้อคลายตัว และ cGMP ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ phosphodiesterase ในขบวนการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายนั้นเชื่อว่า เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นที่ปลายประสาทจะมีการหลั่ง NO ออกมา ทำให้มีการคลายตัวของ corpus cavernosum พร้อมกันนั้นเส้นเลือดแดงมีการขยายตัวขึ้นมาแทนที่ ทำให้มีเลือดมาคั่งใน corpus cavernosum เพิ่มขึ้น Viagra แก้ภาวะ ED โดยมีคุณสมบัติเป็น inhibitor ต่อ phosphodiesterase ที่จำเพาะกับ cGMP ที่บริเวณอวัยวะเพศคือ phosphodiesterase type 5 ทำให้ cGMP ไม่ถูกทำลายจึงมีฤทธิ์นานขึ้น การแข็งตัวของอวัยวะเพศจึงมีเพิ่มขึ้นและนานขึ้น ปัจจุบันเชื่อว่ายากลุ่ม organic nitrate ซึ่งมีฤทธิ์ขยายเส้นเลือด เช่น nitroprusside, หรือ nitroglycerine ออกฤทธิ์โดยผ่าน ทาง NO-cGMP โดยทำหน้าที่เป็นตัวให้ NO (NO donor) ฉะนั้นการให้สาร organic nitrate ร่วมกับ Viagra ก็มีผลทำให้มีการขยายตัวของเส้นเลือดขึ้น เป็นที่มาของภาวะอันไม่พึงประสงค์ที่จะกล่าวถึง 3 ใน16คนของผู้ที่เสียชีวิตหลังจากรับประทานยา Viagra มีประวัติชัดว่าได้รับทั้ง Viagra และ nitrate 

ความสำคัญทางคลินิกของกลุ่มยา organic nitrate กับ Viagra ปรากฎให้เห็นตั้งแต่ศึกษายาในระยะ double blind placebo control trial หลายการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่รับประทานยากลุ่ม nitrate เมื่อรับประทานยา Viagra จะเกิดภาวะความดันโลหิตตก ความรุนแรงตั้งแต่น้อยๆ ไม่มีอาการ ไปจนกระทั่งมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม เพราะฉะนั้นจึงห้ามใช้ยา Viagra ในคนที่ได้รับยากลุ่ม nitrate อยู่ ผู้ที่ต้องใช้ยากลุ่มนี้เป็นประจำก็คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจโดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease) ซึ่งโดยปกติของการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศก็จะทำให้ร่างกายและหัวใจทำงานมากขึ้น ความต้องการออกซิเจนมากขึ้นอยู่แล้ว Viagra จึงมีส่วนเสริมให้โรคหัวใจกำเริบขึ้นด้วยทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยรับประทานยากลุ่ม nitrate อยู่เป็นประจำ

ปัญหาผู้ป่วยที่เกิดจากปฏิกริยาระหว่าง Viagra กับยา nitrate ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นและแพทย์ควรจะต้องรู้จัก แบ่งแยกเป็น 4 ลักษณะ คือ

  1. ผู้ป่วยชายที่รับประทานยากลุ่ม nitrate เป็นประจำ เมื่อรับประทานยา Viagra จะทำให้ความดันโลหิตตก จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ขาดเลือด (myocardial ischemia) กลายเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
  2. ผู้ป่วยชายที่ไม่เคยมีอาการของโรคหัวใจมาก่อนมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ยา Viagra แล้วมีอาการเจ็บหน้าอกขึ้น เมื่อมาถึงโรงพยาบาลหากแพทย์ไม่ได้ซักประวัติให้ละเอียด แล้วรักษาอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งโดยทั่วไปจะให้ยา nitroglycerine หรือ isosorbide แต่กลับทำให้ผู้ป่วยแย่ลง เนื่องจากความดันโลหิตตกอย่างมาก
  3. ผู้ป่วยที่ใช้สารเสพย์ติดชนิดสูดดมบางตัวเช่น ในต่างประเทศมีการใช้ amyl nitrite ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม nitrate เพื่อให้เกิดอาการมึนเมาและกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เมื่อใช้ร่วมกับ Viagra ก็จะทำให้ผู้ป่วยนั้นเกิดปัญหาความดันโลหิตตกได้เช่นเดียวกัน
  4. ถึงแม้ว่ายา Viagra จะถูกระบุให้ใช้รักษาในเพศชายเท่านั้น แต่มีรายงานว่าอาจจะมีผลในเพศหญิงด้วย และมีผู้หญิงบางคนรับประทานยา Viagra ด้วยแล้ว หากพบผู้ป่วยหญิงที่มาด้วยปัญหาของความดันโลหิตตก ก็คงยังต้องคิดถึงภาวะเหล่านี้อยู่เหมือนในผู้ป่วยชายเช่นกัน

ทั้ง 4 ลักษณะข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่คาดเดาว่าจะเกิดขึ้น เป็นโจทย์ข้อใหม่ที่แพทย์จะต้องวินิจฉัยให้ได้ เพราะมีผลต่อการใหการรักษาผู้ป่วยต่อไปเช่น ประวัติการรับประทานยา Viagra อาจจะต้องเป็น คำถามที่ต้องถามในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการของเจ็บหน้าอกแบบ angina pectoris ทุกรายเป็นต้น จากความโด่งดังของยา Viagra ทำให้คาดเดาไว้ว่ายอดการบริโภคยาตัวนี้คงจะมีค่อนข้างสูงอย่างรวดเร็วเหมือนในประเทศผู้ผลิตเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว แพทย์เวชปฏิบัติฉุกเฉินและอายุรแพทย์คงจะต้องตื่นตัวเกี่ยวกับปฏิกริยาระหว่างยา Viagra กับยากลุ่ม nitrate อยู่เสมอ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยถูกต้องยิ่งขึ้น Viagraก็ยังคงเป็นยาที่มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งต่อไป หากมีความรู้ความระมัดระวังในการใช้ยาอย่างถูกต้อง

 

 

ขอบคุณที่มา med.mahidol

อันตรายจากปฏิกริยาระหว่างยา Viagra กับยา Nitrat

อันตรายจากปฏิกริยาระหว่างยา Viagra กับยา Nitrat

           วงการแพทย์ขณะนี้เกือบไม่มีใครไม่เคยได้ยิน หรือไม่เคยรู้จักยาใหม่ที่ชื่อ Viagra (Sildenafil citrate) ซึ่งเป็นยาที่ผลิตโดย บริษัท Pfizer ของสหรัฐอเมริกา และได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นยาบำบัดภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวของบุรุษ (Erectile dysfunction, ED) ยอดจำหน่ายViagra สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประวัติการณ์หลังจากได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายได้ในสหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น จึงมีผู้รายงานภาวะอันไม่พึงประสงค์จาก Viagra เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามมาด้วย ขณะนี้ Viagra ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยแล้ว และคงจะมีจำหน่ายในเวลาอันใกล้นี้

เราควรได้ทราบข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง นอกเหนือไปจากประสิทธิภาพในแง่การรักษา เพื่อป้องกันและเตรียมตัวรับกับปัญหาๆ หนึ่ง ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยไม่ได้ ก่อนอื่นคงจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ nitric oxide (NO) และ guanosine 5’-monophosphate (cyclic GMP, cGMP) ก่อน NO ถือเป็น neurotransmitter ตัวใหม่ซึ่งเพิ่งค้นพบและทำการศึกษากัน

ในช่วง 10 ปีมานี้ NOมีคุณสมบัติหลายอย่างที่สำคัญอันหนึ่งคือ ทำให้มีการคลายตัว (relaxation) ของ smooth muscle โดยเฉพาะ smooth muscle ของเส้นเลือด โดยที่ NO จะไปเกาะกับ receptor บนเอ็นไซม์ guanylyl cyclase ซึ่งจะเปลี่ยน guanosine 5’-triphosphate (GTP) ให้เป็น cGMP ซึ่งเป็นตัวนำสัญญานตัวที่สอง (secondary messenger) กระตุ้นให้กล้ามเนื้อคลายตัว และ cGMP ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ phosphodiesterase ในขบวนการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายนั้นเชื่อว่า เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นที่ปลายประสาทจะมีการหลั่ง NO ออกมา ทำให้มีการคลายตัวของ corpus cavernosum พร้อมกันนั้นเส้นเลือดแดงมีการขยายตัวขึ้นมาแทนที่ ทำให้มีเลือดมาคั่งใน corpus cavernosum เพิ่มขึ้น Viagra แก้ภาวะ ED โดยมีคุณสมบัติเป็น inhibitor ต่อ phosphodiesterase ที่จำเพาะกับ cGMP ที่บริเวณอวัยวะเพศคือ phosphodiesterase type 5 ทำให้ cGMP ไม่ถูกทำลายจึงมีฤทธิ์นานขึ้น การแข็งตัวของอวัยวะเพศจึงมีเพิ่มขึ้นและนานขึ้น ปัจจุบันเชื่อว่ายากลุ่ม organic nitrate ซึ่งมีฤทธิ์ขยายเส้นเลือด เช่น nitroprusside, หรือ nitroglycerine ออกฤทธิ์โดยผ่าน ทาง NO-cGMP โดยทำหน้าที่เป็นตัวให้ NO (NO donor) ฉะนั้นการให้สาร organic nitrate ร่วมกับ Viagra ก็มีผลทำให้มีการขยายตัวของเส้นเลือดขึ้น เป็นที่มาของภาวะอันไม่พึงประสงค์ที่จะกล่าวถึง 3 ใน16คนของผู้ที่เสียชีวิตหลังจากรับประทานยา Viagra มีประวัติชัดว่าได้รับทั้ง Viagra และ nitrate

ความสำคัญทางคลินิกของกลุ่มยา organic nitrate กับ Viagra ปรากฎให้เห็นตั้งแต่ศึกษายาในระยะ double blind placebo control trial หลายการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่รับประทานยากลุ่ม nitrate เมื่อรับประทานยา Viagra จะเกิดภาวะความดันโลหิตตก ความรุนแรงตั้งแต่น้อยๆ ไม่มีอาการ ไปจนกระทั่งมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม เพราะฉะนั้นจึงห้ามใช้ยา Viagra ในคนที่ได้รับยากลุ่ม nitrate อยู่ ผู้ที่ต้องใช้ยากลุ่มนี้เป็นประจำก็คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจโดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease) ซึ่งโดยปกติของการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศก็จะทำให้ร่างกายและหัวใจทำงานมากขึ้น ความต้องการออกซิเจนมากขึ้นอยู่แล้ว Viagra จึงมีส่วนเสริมให้โรคหัวใจกำเริบขึ้นด้วยทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยรับประทานยากลุ่ม nitrate อยู่เป็นประจำ

ปัญหาผู้ป่วยที่เกิดจากปฏิกริยาระหว่าง Viagra กับยา nitrate ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นและแพทย์ควรจะต้องรู้จัก แบ่งแยกเป็น 4 ลักษณะ คือ

  1. ผู้ป่วยชายที่รับประทานยากลุ่ม nitrate เป็นประจำ เมื่อรับประทานยา Viagra จะทำให้ความดันโลหิตตก จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ขาดเลือด (myocardial ischemia) กลายเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
  2. ผู้ป่วยชายที่ไม่เคยมีอาการของโรคหัวใจมาก่อนมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ยา Viagra แล้วมีอาการเจ็บหน้าอกขึ้น เมื่อมาถึงโรงพยาบาลหากแพทย์ไม่ได้ซักประวัติให้ละเอียด แล้วรักษาอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งโดยทั่วไปจะให้ยา nitroglycerine หรือ isosorbide แต่กลับทำให้ผู้ป่วยแย่ลง เนื่องจากความดันโลหิตตกอย่างมาก
  3. ผู้ป่วยที่ใช้สารเสพย์ติดชนิดสูดดมบางตัวเช่น ในต่างประเทศมีการใช้ amyl nitrite ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม nitrate เพื่อให้เกิดอาการมึนเมาและกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เมื่อใช้ร่วมกับ Viagra ก็จะทำให้ผู้ป่วยนั้นเกิดปัญหาความดันโลหิตตกได้เช่นเดียวกัน
  4. ถึงแม้ว่ายา Viagra จะถูกระบุให้ใช้รักษาในเพศชายเท่านั้น แต่มีรายงานว่าอาจจะมีผลในเพศหญิงด้วย และมีผู้หญิงบางคนรับประทานยา Viagra ด้วยแล้ว หากพบผู้ป่วยหญิงที่มาด้วยปัญหาของความดันโลหิตตก ก็คงยังต้องคิดถึงภาวะเหล่านี้อยู่เหมือนในผู้ป่วยชายเช่นกัน

ทั้ง 4 ลักษณะข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่คาดเดาว่าจะเกิดขึ้น เป็นโจทย์ข้อใหม่ที่แพทย์จะต้องวินิจฉัยให้ได้ เพราะมีผลต่อการใหการรักษาผู้ป่วยต่อไปเช่น ประวัติการรับประทานยา Viagra อาจจะต้องเป็น คำถามที่ต้องถามในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการของเจ็บหน้าอกแบบ angina pectoris ทุกรายเป็นต้น จากความโด่งดังของยา Viagra ทำให้คาดเดาไว้ว่ายอดการบริโภคยาตัวนี้คงจะมีค่อนข้างสูงอย่างรวดเร็วเหมือนในประเทศผู้ผลิตเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว แพทย์เวชปฏิบัติฉุกเฉินและอายุรแพทย์คงจะต้องตื่นตัวเกี่ยวกับปฏิกริยาระหว่างยา Viagra กับยากลุ่ม nitrate อยู่เสมอ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยถูกต้องยิ่งขึ้น Viagraก็ยังคงเป็นยาที่มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งต่อไป หากมีความรู้ความระมัดระวังในการใช้ยาอย่างถูกต้อง

 

 

ขอบคุณที่มาจาก med.mahidol

มองต่างมุม อย. ปล่อยร้านยา จำหน่าย ไวอากร้า กระตุ้นเซ็กส์

มองต่างมุม”อย.”ปล่อยร้านยา จำหน่าย”ไวอากร้า”กระตุ้นเซ็กซ์! 
ในอนาคตอันใกล้ สำนักงานคณะกรรม การอาหารและยา (อย.) กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจำหน่าย “กลุ่มยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ” เพื่อให้สามารถจำหน่ายในร้านขายยาคุณภาพ ในโครงการของอย.ได้ โดยกลุ่มตัวยาที่ได้รับการอนุญาตให้จำหน่าย ประกอบด้วย

1. Sildenafil (ซิลเดนาฟิล) มีชื่อทางการค้าจำนวน 3 ยี่ห้อ คือ Viagra (ไวอากร้า), Elonza (อีลอนซ่า) และ Tonafil (โทนาฟิล)

2. Tadalafil (ทาดาลาฟิล) โดยมีชื่อทางการค้า คือ Cialis (ซิอะลิส)

3. Vardenafil (วาเดนาฟิล) ชื่อทางการค้า คือ Levitra (เลวิตรา) และ อะโพสตาดีล (Alprostadil) 1 ตำรับ ซึ่งเป็นชนิดฉีด

ที่มาแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะผู้บริหาร อย. เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหายาปลอมซึ่งระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อดูจากสถิติพบว่า อย. ได้ดำเนินการในเรื่องการจับกุมยาปลอมมานานเป็น 10 ปี โดยในปี 2551 จับกุมของกลางจำนวน 18 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นยาในกลุ่มรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

นอกจากนั้น สถานการณ์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549-2552 พบการลักลอบจำหน่ายยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศปลอมกว่า 244,101 เม็ด

คิดเป็นมูลค่ากว่า 97 ล้านบาท

          ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ปัจจุบัน มีตำรับยาเพื่อรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถึง 11 ตำรับ ต่างจาก 10 ปีก่อนที่มียาเพียง 1-2 ตำรับเท่านั้น การเปิดช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้เป็นการผูกขาด หรือเอื้อประโยชน์แก่ใคร

ซึ่งร้านที่จะสามารถจำหน่ายได้ ต้องเป็นร้านที่เข้ามาตรฐานและมีข้อตกลงกับอย.เท่านั้น และต้องผ่านการรับรองโดยสภาเภสัชกรรม ขณะที่เภสัชกรในร้านยาต้องผ่านการฝึก/อบรม เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการบริการตามมาตรฐานวิชาชีพ รวมทั้งเงื่อนไข กฎระเบียบ

“ปัจจุบันมีร้านขายยาคุณภาพรองรับกว่า 355 ร้านทั่วประเทศ โดย อย. จะมีการวางระบบการควบคุมกำกับการกระจายยาจากบริษัทยาไปยังร้านยาที่ อย. ประกาศกำหนด โดยมีประกาศให้ยากลุ่มนี้เป็นยาบริษัทผู้ผลิตและนำเข้าต้องทำรายงานการขายยาตามแบบ ขย. 8 ทุก 4 เดือน โดยผู้ป่วยที่จะซื้อยาได้ต้องมีใบรับรองจากแพทย์และได้รับการติดตามการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง” ภญ.วีรวรรณ กล่าว

ด้านภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบายใหม่ของ อย. ว่า ยากลุ่มดังกล่าวจำเป็นต้องควบคุมอย่างเข้มงวด

การจ่ายยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่ถูกต้อง หรือจ่ายยาให้คนปกติที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ยาอย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยที่แท้จริง หากทานยาไม่ถูกต้อง ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่มีระบบติดตามอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากยาก็มีอันตรายต่อชีวิตได้เช่นกัน เหตุเพราะกลุ่มยาชนิดนี้ เมื่อทานเข้าร่างกายแล้วจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง “โมเลกุลยา” ที่ตับ

จากนั้นจึงกระจายเข้าสู่เส้นเลือด โดยออกฤทธิ์ให้เส้นเลือดที่องคชาตขยายตัว จึงทำให้องคชาตแข็งตัวและสามารถอยู่ได้นานนับชั่วโมง เนื่องจากร่างกายสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปที่องคชาต และไม่ปล่อยให้เลือดไหลกลับเข้าหัวใจตามระบบการทำงานของร่างกายตามปกติ ส่งผลให้หลักการทำงานของยาชนิดนี้ อาจมีอันตรายต่อหัวใจ หากขาดเลือดนานจากการที่เลือดไม่ไหลเวียนตามปกติ!

สําหรับผลข้างเคียงที่พบบ่อยในกลุ่มผู้ทานยากลุ่มรักษาอาการหย่อนสมรรถ ภาพทางเพศ ทั้งผู้ป่วยจริงๆ และผู้ที่ไม่ป่วย แต่ทานยาเพราะความเชื่อผิดๆ จะพบได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะ หน้าแดง ตาพร่ามัว หน้าบวม ตาแพ้แสง

ส่วนอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นได้แม้ไม่บ่อย แต่อาการรุนแรงอันตรายต่อชีวิต คือ ภาวะช็อก หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หรือที่เรียกว่า “ตายคาอก!”

ดังนั้น กลุ่มยาชนิดนี้จึงมีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือต้องทานยาต่อเนื่องไม่ควรทานยาชนิดนี้เด็ดขาด โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่เคยมีประวัติป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และภาวะความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคจอประสาทตา เนื่องจากผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะทานยารักษาโรคหลายชนิดร่วมกัน และยาบางชนิดต้องย่อยสลายที่ตับเช่นเดียวกับยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

หากทานยาไปพร้อมๆ กันหลายชนิด ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ตีกัน ทำให้ลดสมรรถภาพยา ผู้ป่วยไม่ได้ประโยชน์จากการทานยา 100 เปอร์เซ็นต์

ภญ.นิยดา แนะนำว่ายาชนิดนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดของการแก้ปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หากผู้ชายคิดว่าตนเองมีปัญหาทางเพศจริงๆ ควรจะไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ที่ถูกต้อง

การรักษามีหลายวิธีทั้งการใช้ยาบำบัด ร่วมกับ “จิตบำบัด” จึงจะได้ผลดี ขั้นตอนการทานยาควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และแพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้ ที่สำคัญ ไม่ควรไปซื้อยามาทานเอง เพราะผลข้างเคียงอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้!

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก women

   วิธีการใช้ยาไวอากร้า และวิธีการรับประทานไวอากร้า ให้ปลอดภัย

วิธีการใช้ไวอากร้า

     วิธีการใช้ยาไวอากร้า และวิธีการรับประทานไวอากร้า ให้ปลอดภัย

ไวอากร้าถือเป็นยาที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเพศชายซึ่งกลไกของการใช้ยานั้นเกิดมาจากการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายและอาศัยกรดไนตริกออกไซด์เพื่อช่วยในการขยายเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีความแข็งตัวและทำให้สำเร็จความใคร่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และหลายควรนำตัวยานี้มาใช้เพื่อเสริมความมั่นใจและเพื่อแก้ปัญหาให้กับตัวเอง

วิธีการใช้ไวอากร้า3
วิธีการใช้ไวอากร้า

ยาชนิดนี้สามารถใช้ได้ทุกเพศไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง หากเกิดในผู้หญิงก็จะมีอาการที่ชัดเจนคือไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการได้ส่วน ถ้าเกิดในผู้ชายก็จะแสดงให้เห็นถึงอวัยวะเพศไม่แข็งตัวไม่สามารถที่จะทำให้ตนเองและตรงข้ามสำเร็จความใคร่ได้นอกจากนั้นก็อาจจะมีผลเสียคือการหลั่งเร็วมากเกินไปทำให้ฝ่ายหญิงเกิดความไม่พึงพอใจนั่นเอง แล้วตัวยาชนิดนี้มีวิธีการใช้อย่างไรเพื่อใช้ให้ถูกหลักและถูกวิธี

วิธีการใช้ยาไวอากร้าไทย Sidegra ซิเดกร้า 

นั้นจากมีวิธีอยู่เพื่อให้การออกฤทธิ์ได้ประสิทธิผลที่ดีและใช้ได้อย่างปลอดภัยซึ่งวิธีการใช้นั้นสามารถที่จะอธิบายได้ดังนี้

  1. Sidegra 100 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับ “ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุไม่เกิน 60 ปี”
  2. Sidegra 50 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับ “ผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน เป็นต้น”
  • รับประทานยา ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 10-15 นาที
  •  ควรทานยาก่อน หรือ หลังอาหาร ประมาณ 2-4 ชั่วโมง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ
  •  หากท่านใดรับประยารักษาโรค เช่น เบาหวาน ให้เว้นระยะการทานยา อย่างน้อย 3 ชั่วโมงครับ
  •  ห้ามรับประทานยาร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลก์ฮอล เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นต้น

ลูกค้าสามารถอ่านสรรพคุณ ข้อควรระวัง ผลข้างเคียง สั่งซื้อ เพิ่มเติม ยา Sidegra (คลิก) ได้ที่หน้าหลัก หรือ กดที่ “Sidegra”


ผลข้างเคียงของการใช้ยา

  1. ผู้ใช้ยาครั้งแรกอาจจะมีอาการ ปวดศีรษะเล็กน้อย มึนหัว และ ตาพร่าแสงแดดง่าย
  2. อาการปกติหลังทานยา แต่ไม่มีอันตรายใดๆ เช่น หัวใจเต้นเร็ว มีอาการเหนื่อยง่าย เหงื่อออกง่าย เป็นต้น
  3. อาการทั่ง 2 ข้อนี้ จะค่อยๆ หายเมื่อผ่านไปประมาณ 10 นาที ครับ

คำเตือนในการใช้ Sidegra

ลูกค้า และ ผู้ใช้ ทุกท่านโปรดอ่านคำเตือน และ ใช้ยาไวอากร้า ด้วยความระมัดระวัง ขอบคุณครับ

  1. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี หรือ สตรีมีครรภ์ รับประทานโดยเด็ดขาด
  2. ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มแอลก็ฮอล เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ โดยเด็ดขาด
  3. ห้ามรับประทานยา Sidegra ร่วมกับยารักษาโรค ควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมงครับ
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ความดันสูง หัวใจ  ไต โลหิตจาง โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  5. หากพบอาการผิดปกติ (นอกเหนือจากที่แจ้ง) หลังใช้ยาตัวนี้ ให้หยุดใช้ และไปแพทย์โดยทันที

การทานยาไวอากร้า ขึ้นอยู่กับการควบคุมการดูแลของแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ชนิดนี้ได้จะต้องมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอวัยวะเพศไม่แข็งตัวหรือไม่มีความสามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รักได้ด้วยตนเองเพราะฉะนั้นยาที่คุณทานได้จะต้องเป็นยาที่ผ่านการสั่งจากแพทย์เท่านั้น

โดยวิธีการทานตัวอย่างมีหลายลักษณะและหลายขนาดซึ่งขนาดมาตรฐานจะอยู่ที่ 50 – 100 mg คุณจะต้องรับประทานอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนการมีเพศสัมพันธ์และต้องรับประทานหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงเพื่อ ไม่เกิดผลข้างเคียงที่ตามมา

วิธีการใช้ไวอากร้า2
วิธีการใช้ไวอากร้า

ยาไวอากร้านั้นไม่ได้เกิด ปฏิกิริยาขึ้นทันทีแต่ จะทำให้คุณค่อยๆรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์กับคนที่คุณรักเรื่อยๆโดยไม่ต้องผ่านการเล้าโลมจากฝ่ายหญิงซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็จะมีผลมาจากตัวยาที่คุณรับประทานลงไปสิ่งที่คุณควรจะปฏิบัติหลังจากนี้คือการทำตัวให้สบายๆและเริ่มกิจกรรมของคุณให้สำเร็จลุล่วง เมื่อสำเร็จลุล่วงแล้วยาก็จะหมดฤทธิ์ ตามเวลาที่เป็นอยู่ บางคนอาจจะหมดฤทธิ์หลังจากการเสร็จกิจกรรมเลยหรือบางคนอาจจะใช้เวลานานกว่านั้นขึ้นอยู่กับผลข้างเคียงของแต่ละคน

หลังจากที่คุณทานยาไวอากร้าเข้าไปแล้วควรจะทำอย่างไรบ้าง เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่ยาออกฤทธิ์และ คุณเสร็จกิจแล้วให้คุณสังเกตตัวเองว่า มีอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่เกิดกับคุณหรือไม่ เช่น ปวดศีรษะ อาการร้อนวูบวาบหรือหน้าแดง มีอาการคล้ายจะคลื่นไส้ สายตาพร่ามัวคล้ายคนเป็นตาบอดสี หรือมองแสงสีฟ้าเป็นสีเขียว และที่สำคัญคืออวัยวะเพศแข็งตัวนานเกินไปหรือเปล่า หากมีอาการนั้นถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่จะทำให้เกิดผลเสียได้ คุณควรหยุดยานี้ไปเลย

หากคุณประสบปัญหาหลังจากการใช้ยาไวอากร้าสิ่งแรกที่คุณจะต้องทำเลยนั่นคือต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อ สังเกตเหตุการณ์ที่ผิดปกติเพราะบางทีอาจจะเกิดจากการแพ้ หรือคุณอาจจะทานยาที่มีปริมาณมากเกินไปซึ่งทุกอย่างจะเป็นข้อเสียต่อการใช้ยาสิ่งที่คุณควรจะทำและแกล้งกันมากที่สุดคือการใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ใช่สามารถทานได้เท่าไหร่ก็ได้ เพราะสิ่งที่ตามมานั้นเป็นผลเสียและรุนแรงเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นหากคุณไม่สามารถที่จะช่วยให้ตัวเองนั้นมีความสุขกับคนที่คุณรักได้การหาตัวช่วยถือเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ควรที่จะ มีลิมิตในการใช้ด้วย เพื่อที่จะไม่ทำให้สุขภาพของคุณนั้นเสีย หรืออาจจะมีผลทำให้ร่างกายของคุณไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความใคร่ได้อีกเลย

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก