ปัญหาสุขภาพทางเพศชาย

 

X-Ray สมรรถภาพทางเพศ
การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) อธิบายแบบสั้นๆ ได้ว่า คือภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวหรือคงความแข็งตัวได้อย่างสมบูรณ์ขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ด้วยกลไกการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และหลอดเลือด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศจึงไม่จบลงแค่ปัญหาเรื่องความสุขในมิติของการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น

ปัญหาสุขภาพทางเพศเกี่ยวกับอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดขึ้นได้กับผู้ชายทุกวัย แม้ความเสี่ยงจะตกอยู่กับกลุ่มชายสูงวัยมากกว่าวัยรุ่นซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การพักผ่อนน้อย การสูบบุหรี่ ความเครียด ความวิตกกังวล ปัญหาภาวะทางอารมณ์ หรือผลข้างเคียงจากการรับประทานยาประเภทยาต้านอาการซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตสูงเฉพาะบางกลุ่ม เป็นต้น รวมถึงสาเหตุจากความผิดปกติของร่างกาย หากพบว่าเกิดความผิดปกติในส่วนนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณถึงความผิดปกติของระบบหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ ในอนาคต ส่งผลทำให้เส้นเลือดหัวใจหรือสมองตีบตัน จึงควรได้รับการตรวจประเมินดูแลโดยแพทย์ เพื่อรักษาอาการและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดแดงในระยะยาวอีกด้วย

 

 

รู้ก่อน…รักษาก่อน ก่อนสายเกินแก้
ถ้าคุณประสบปัญหาความต้องการทางเพศลดลง หรือมีอาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัว รีบสำรวจอาการเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อรู้ปัญหาและนำไปสู่การรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที แต่แนะนำว่าไม่ต้องรอเป็นครบทุกอาการก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ได้แล้ว

ในอดีตปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในสังคมไทยยังเป็นเรื่องคุยในที่ลับ ผู้ป่วยไม่กล้าปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาที่ถูกวิธี แต่ในปัจจุบันนี้คุณสามารถดูแลรักษาเชิงป้องกันได้ด้วยเคล็ดลับ 5 หมัดเด็ดพิชิตชัยต่อไปนี้
1.รับประทานยา รักษาโดยใช้ยาในกลุ่ม PDE-5 inhibitor ซึ่งออกฤทธิ์เพื่อช่วยทำให้เลือดไหลเวียนเข้าไปสู่อวัยวะเพศชายได้ในระหว่างมีการกระตุ้นทางเพศได้ดีขึ้น ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวดีขึ้น ได้แก่ ยาไวอะกร้า (sildenafil) ยาเลวิตร้า(vardenafil) และยาเซียลิส (tadalafil)
2.ทดแทนฮอร์โมน การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อยนอกจากจะส่งผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มแล้ว ยังมีผลโดยตรงต่อการทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเทอโรนในเลือดต่ำ สามารถให้การรักษาโดยยามาตรฐานร่วมกับการทดแทนฮอร์โมนเข้าร่างกาย ทั้งวิธีฉีดยา หรือเจลทาผิวหนัง หรือในรูปแบบยาเม็ดรับประทาน
3.สายอุปกรณ์ เครื่องปั๊มสุญญากาศและยางรัดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเข้าสู่อวัยวะเพศได้มากขึ้น โดยอาศัยหลักการปั๊มอากาศและช่วยให้เลือดถูกดึงให้เข้าไปที่เนื้อเยื่อของอวัยวะเพศทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ดีขึ้น
4.การฉีดยา เพื่อให้หลอดเลือดขยายตัวและสามารถนำเลือดเข้าสู่อวัยวะเพศชายจนเกิดการแข็งตัวได้ วิธีนี้แพทย์ต้องฉีดยาเข้าที่อวัยวะเพศชาย รวมถึงการแนะนำและสอนวิธีการฉีดยาที่ถูกต้องเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถฉีดยาด้วยตัวเองได้
5.การผ่าตัด การรักษาด้วยการผ่าตัดใส่แกนองคชาติเทียม โดยวัสดุที่ใช้มีหลายชนิด การผ่าตัดต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์

 

 

ปลดล็อคตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

ต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรหากต้องเดินไปบอกหมอว่าอวัยวะเพศไม่ทำงาน…แค่คิดก็ร้อนๆ หนาวๆ แล้ว ต่อไปนี้คือ 6 วิธีปฏิบัติ เพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้คุณกลับมามีความสุขกับการมีเพศสัมพันธ์อีกได้ครั้ง
1.ลองชวนคู่รักไปท่องเที่ยวต่างสถานที่ หรือจะแค่ลองชวนกันเปลี่ยนที่นอน พักผ่อนในโรงแรม ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในสถานที่และบรรยากาศที่ต่างจากเดิม เพื่อเติมความรู้สึกให้กันและกัน
2.ลองเปลี่ยนใหม่อะไรใหม่ๆ เปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนชุดนอน เปลี่ยนสีของโคมไฟ และเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนนอนที่จะช่วยดึงดูดให้คุณและแฟนขยับใกล้ชิดกันมากขึ้น
3.ลองเปลี่ยนมาดูหนังหรือซีรีย์ที่มีเนื้อหาอีโรติกอย่าง Love & Other Drugs, Lie with Me, 9 Songs Last Caution, Shortbus, On the Road, Viva erotica, Fifty shades trilogy, Eyes Wide Shut หรือ The Dreamers แต่อย่าตั้งใจดูหนังจนลืมคนข้างๆ
4.ลองไปเที่ยวสถานบันเทิงไปนั่งดื่ม (พอประมาณ) นั่งมองผู้หญิง ดูสีสันยามราตรี เผื่อบางทีการเห็นสิ่งสวยงามนอกบ้านจะกระตุ้นอารมณ์ได้อีกครั้ง
5.ลองเปิดใจคุยกับคู่ของคุณ การมีเพศสัมพันธ์ที่ลงตัวเกิดขึ้นได้จากความสัมพันธ์ที่ดี
6.ลองเลิกคิด เลิกกังวล หากิจกรรมอื่นทำ ปล่อยไปตามธรรมชาติจนกว่าความต้องการทางเพศจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้ายังไร้วี่แวว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ด่วน!

 

 

ขอบคุณค่ะ :: vitallifeintegratedhealth

ยาตัวไหนเลิศที่สุด?? สามารถลดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

Viagra vs Cialis vs Levitra
ยาตัวไหนดีที่สุด???

 

มีซองคำถามมายังเภสัชกรว่ายารักษาโรค ED หรือภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เกิดโดยที่อวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัวได้อย่างเพียงพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ (erectile dysfunction) ในผู้ชายน่านเอง เค้าอยากรู้ว่ายาแต่ละตัวต่างกันอย่างไร กิน 1 เม็ดเท่ากัน ออกฤทธิ์เหมือนกันป่าว

 

 

ชนิดไหน กินแล้ว อวัยวะเพศแข็งตัวเลย หรือแข็งตัวเร็วกว่า แล้วๆๆ…

 

ออกฤทธิ์นาน กี่ ชม. และ สุดท้าย ขยันถามจริงๆ กินต่อเนื่องทุกวัน จะเป็นอันตรายไหมครับ

 

ยารักษาโรคอวัยวะเพศไม่แข็งตัวหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าโรคอีดี (Erectile dysfunction, ED) ที่องค์การอาหารและยารับรอง ซึ่งมี 3 ตัว ได้แก่ Sildenafilacetate (Viagra), Vardenafil hydrochloride (Levitra) และ Tadalafil (Cialis) ขอตอบแบบเภสัชกรตามข้อมูลที่เป็นทางการนะครับ และไม่แนะนำให้ไปหายามาซื้อกินเอง หากมีปัญหาดังกล่าว แวะไปหาคุณหมอใจดีเพื่อขอคำปรึกษาได้เลยนะครับ

 

ยาออกฤทธิ์อย่างไร??
ยาทั้ง 3 ตัวนี้ เป็นยาประเภทเดียวกัน โดยออกฤทธิ์ห้ามการทำงานของ Penile-specific phosphodiesterase type 5 (PDE-5) ทำให้เพิ่มสารที่ชื่อ Nitric oxide-cyclic GMP ส่งผลทำให้เส้นเลือดขยาย และกล้ามเนื้อ cavernous ของอวัยวะเพศชายขยายตัว ยาเหล่านี้ใช้ได้ผลดี ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวจนใช้งานได้ ร้อยละ 50-90 แล้ว แต่จะศึกษาวิจัยในคนกลุ่มไหน เช่นในกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะได้ผลดี เพียงร้อยละ 50-60 ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีโรค ได้ผลดีร้อยละ 90

 

 ยาแต่ละตัวต่างกันมั้ย???
ไวอากร้าผ่านการรับรองและใช้กันอย่างแพร่หลายมานานกว่า 7 ปี (อย.ของอเมริกา รับรองปี 1998) จึงมีข้อมูลการใช้ยามากกว่า Levitra และ Cialis ซึ่งใช้มานาน 3 ปี (รับรองปี 2003) ยาทั้ง 3 ตัวมีข้อดีกว่ายาฉีดซึ่งฉีดปุ๊บอวัยวะเพศจะแข็งปั๊บคือต้องมีการกระตุ้นทางเพศจึงจะมีการแข็งตัว โดยรายละเอียดอาจจะต่างกันบ้าง เช่น ไวอากร้ากินจำนวน 50-100 มิลลิกรัม ในขณะท้องว่าง และระมัดระวังไม่กินอาหารมีไขมัน 1 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ Levitra กินจำนวน 10-20มิลลิกรัม ไม่ต้องงดอาหารแต่ระมัดระวังไม่กินอาหารมีไขมัน ส่วน Cialis กินจำนวน 5-10 มิลลิกรัม ไม่เกี่ยวกับอาหาร และมีข้อดีคือ ยาออกฤทธิ์นานถึง 36 ชั่วโมง ดังนั้นสามารถวางแผนมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่า

 

 

 

ผลข้างเคียง
ของยาทั้ง 3 จากฤทธิ์การขยายเส้นเลือด อาจทำให้อาจเกิดอาการปวดหัว หน้าแดง แน่นท้อง คลื่นไส้ คัดจมูก และปัจจุบันมีรายงานการมองเห็นภาพเสื่อมลงจากการรับประทานไวอากร้า ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากขาดเลือดไปเลี้ยงที่ประสาทตา (Optic nerve) แต่ยาอีกสองตัวยังไม่มีรายงาน

 

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ยาทั้ง 3 ตัวนี้ในผู้ป่วยโรคหัวใจที่เพิ่งเกิดหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย หรือกำลังใช้ยาจำพวก Nitroglycerin หรือยาที่มีส่วนผสมของไนเตรท ที่มีผลทำให้เส้นเลือดขยายอยู่แล้ว เพราะจะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ จนถึงแก่ชีวิตได้

 

ข้อควรระวัง สำคัญผุดๆ

ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา และควรระมัดระวังการใช้ยาทั้ง 3 ร่วมกับยาชนิดอื่น ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาเช่น ไม่ควรรับประทานไวอากร้า ร่วมกับยา Cardura (ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง) หรือ alpha-blockers(ยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต) หรือร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ (Viagra ถูกทำลายฤทธิ์ที่ตับ) เช่น Erythromycin (ยาปฏิชีวนะ) cimetidine (ยาลดกรด) ketoconazole(ยารักษาเชื้อรา) ฯลฯ

 

 

 

 

ขอบคุณที่มา :: oknation.nationtv