ครบ 20 ปี ‘ไวอากร้า’ ที่เรายังไม่เคยรู้

(ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายาบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศหลายยี่ห้อแอบอ้างว่ามีส่วนผสมของไวอากร้า)

 

ไวอากร้าได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และได้รับการบันทึกว่าเป็นนวัตกรรมที่มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนมากทั่วโลก
นิตยสารไทม์รายงานว่า สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ อนุญาตให้บริษัทไฟเซอร์ผลิตและจำหน่ายไวอากร้าอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2541 ในฐานะยาบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และเป็น ‘ยากิน’ ตัวแรกของโลกที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการดังกล่าว แต่เวลาผ่านไปครบ 20 ปี ยังมีเรื่องที่คนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับไวอากร้าอยู่อีกเช่นกัน

1. คิดค้นได้โดยบังเอิญ

นับว่าเป็นโชคดีของชายทั่วโลกซึ่งมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ที่นักวิจัยและทดลองตัวยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบของไฟเซอร์สังเกตเห็นว่าตัวยาที่กำลังทดลองให้ผลที่น่าสนใจ เพราะทำให้หลอดเลือดที่อวัยวะเพศชายขยายตัว ทั้งยังออกฤทธิ์ควบคุมการกักเลือดให้คั่งอยู่ที่อวัยวะเพศชายได้ในระยะหนึ่ง นักวิจัยจึงได้ทดลองซ้ำจนกระทั่งแน่ใจว่าตัวยาไม่เป็นอันตรายหรือมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง จึงดำเนินการจดสิทธิบัตรและพัฒนาเป็นตัวยาออกจำหน่าย ซ่ึงผู้ใช้รายแรกเป็นชายวัย 55 ปี ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ในยุคนั้นว่า ไวอากร้าเปรียบได้กับ ‘ระเบิดไดนาไมต์’ กันเลยทีเดียว

2. ขายดีถล่มทลายช่วงหลายปีแรก

การโหมโฆษณาไวอากร้าผ่านสื่อเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นช่วงเดียวกับที่สังคมไม่มีตัวเลือกอื่นเพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวมากนัก ทำให้ยอดขายไวอากร้าพุ่งสูงอย่างรวดเร็วและทำเงินรายได้ให้แก่ไฟเซอร์มากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ (4.25 แสนล้านบาท) ในช่วงเดือนแรก และมีรายงานว่าแพทย์ในสหรัฐฯ ต้องจายใบสั่งยาไวอากร้าวันละประมาณ 10,000 ชุด และไทม์ได้นำภาพไวอากร้ามาขึ้นปกนิตยสารฉบับเดือน พ.ค. 2541 โดยยกให้เป็น ‘ตัวยาที่สร้างผลสะเทือนต่อสังคมครั้งยิ่งใหญ่’

 

3. ถูกยกเป็นเครื่องมือต่อสู้ ‘เฟมินิสต์’

บ๊อบ กุชชีโอนี บรรณาธิการของนิตยสารเพนท์เฮาส์ ซึ่งเป็นสื่อวาบหวิวชื่อดังสำหรับผู้ชายยุคนั้น กล่าวหาว่าอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายเป็นผลพวงจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีที่เพิ่มแรงกดดันทางสังคมให้กับผู้ชายจำนวนมาก ทำให้พวกเขารู้สึกหดหู่ต่อชีวิตคู่และความสัมพันธ์ทางเพศ แต่ไวอากร้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ชายเหล่านั้นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ขณะที่รูธ เวสต์ไฮเมอร์ นักบำบัดทางจิตเพื่อบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แย้งว่า ไวอากร้าอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาทางเพศที่ได้ผลดีกว่า คือ การปรับทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตคู่หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพศ รวมถึงศึกษาเรียนรู้อย่างเปิดกว้างว่าเซ็กส์แบบไหนที่เรียกว่ามีคุณภาพ ส่งผลให้สังคมอเมริกันปรับทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้น

4. ผ่านไป 20 ปี คู่แข่งเกิดใหม่เพียบ

ไทม์รายงานเพิ่มเติมว่านับจากปี 2555 เป็นต้นมา ยอดขายไวอากร้าตกลงถึงร้อยละ 20 เมิื่อเทียบกับช่วง 10 ปีแรก โดยเหตุผลหลักน่าจะเป็นเพราะคนในสังคมมีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น และมีตัวเลือกในการแก้ปัญหาด้านความสัมพันธ์ รวมถึงปัจจัยสำคัญที่สุด คือ บริษัทอื่นๆ ต่างพัฒนายาบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศออกมาแข่งขันอีกหลายยี่ห้อ ทำให้ไวอากร้าไม่ใช่ยาเพียงหนึ่งเดียวในตลาดอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยาปลอมที่อ้างว่ามีส่วนผสมของไวอากร้ายังมีอยู่ในท้องตลาดอีกเป็นจำนวนมาก และผู้บริโภคที่ไม่รู้เท่าทันอาจได้รับผลกระทบจากตัวยาปลอมเหล่านั้นเช่นกัน ทำให้หลายหน่วยงานทั่วโลกประกาศเตือนเสมอๆ ว่าให้ตรวจสอบคุณภาพและความน่าเชื่อถือของตัวยาก่อนบริโภคทุกครั้ง

5. ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ก่อนใช้งานจริง

นอกจากไทม์ซึ่งเป็นสื่อสหรัฐฯ ก็ยังมีสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษที่รายงานข่าวเกี่ยวกับวันครบรอบ 20 ปีไวอากร้า โดยระบุว่า การใช้ไวอากร้าให้ปลอดภัยที่สุด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพราะตัวยาทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้หลายอย่าง ตั้งแต่ปวดหัว คลื่นไส้ ตาพร่าหรือมองเห็นภาพต่างๆ เป็นสีน้ำเงิน ร้อนวูบวาบ คัดจมูก และวิงเวียน ซึ่งผู้ที่มีอาการเหล่านี้ “ควรหยุดใช้ยา”

 

 

นอกจากนี้ยังมีอาการข้างเคียงที่รุนแรงจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ได้แก่ เจ็บหน้าอก หน้ามืดและมองไม่เห็นไปชั่วขณะ หายไจไม่ออก และชัก ผู้บริโภคจึงต้องระมัดระวัง ไม่ใช้ยาไวอากร้าคู่กับยาตัวอื่นที่มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดหรือกระตุ้นความดันเลือด ส่วนผู้ที่อยากจะให้ยาออกฤทธิ์เต็มประสิทธิภาพควรบริโภคก่อนจะประกอบกิจกรรมประมาณ 1 ชั่วโมง และหากบริโภคยาพร้อมอาหารมื้อใหญ่ อาจทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

ขอบคุณที่มา :: voicetv

ไม่จำเป็นอย่ากิน ข้อเสียยาปลุกเซ็กส์

          ยาปลุกเซ็กส์  เป็นยาที่มีไว้สำหรับผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยกลุ่มคนที่มีอาการดังกล่าวมักพบในชายวัยกลางคน แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีวัยรุ่นจำนวนมาก หันไปพึ่งยาปลุกเซ็กส์เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ด้วยความเชื่อผิดๆ หลายอย่างจากโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณที่น่าสนใจ

 

ยาปลุกเซ็กส์หรือยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ หลายคนเข้าใจผิดว่ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยาดังกล่าวมีการออกฤทธิ์ที่ช่วยขยายหลอดเลือด จำเพาะเจาะต่อเส้นเลือดที่องคชาติ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด 100% และอาจขยายหลอดเลือดส่วนอื่นด้วย เช่น การขยายหลอดเลือดที่จอประสาทตา อาจทำให้มองเห็นภาพเป็นสีฟ้าๆ ในช่วงรับประทานยา โดยอาการดังกล่าวจะหายไปเมื่อยาหมดฤทธิ์ ผลข้างเคียงอื่นๆ จากการใช้ยา เช่น อาการหายใจไม่ออก เป็นต้น มักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองเมื่อยาหมดฤทธิ์

 

 

ทั้งนี้ยังมีความเชื่อผิดๆ โดยเฉพาะในวัยรุ่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะหาซื้อได้ง่าย มีขายทั่วไปบนช่องทางออนไลน์ หรือมีการอวดอ้างสรรพคุณที่น่าสนใจ เช่น สมุนไพร 100% เพิ่มพลังการแข็งตัว อึด ทน นานและชะลอการหลั่ง อาจจะมีคำเตือนระบุว่าไม่สามารถใช้แทนยารักษาโรคได้ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์ แต่ล่าสุดแพทย์ก็ได้ออกมาชี้แจงว่ายาตัวนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องของการชะลอการหลั่งแต่อย่างใด การหลั่งยังคงหลั่งเท่าเดิม และไม่เหมาะกับผู้ที่ร่างกายแข็งแรงอยู่แล้วด้วย เพราะอาจส่งผลข้างเคียงอื่นๆ ได้ ซึ่งยานี้เหมาะกับผู้ที่อยู่ในสภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศหรือตายด้านเท่านั้น และการบริโภคยังควรควบคู่ไปกับการปรึกษาแพทย์อีกด้วย

 

โดยทั่วไปผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มักพบในชายวัยกลางคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่จำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้หรือใช้กับผู้ที่ตายด้าน สำหรับในผู้ชายที่อายุน้อย พบปัญหาอาจเกิดจากความเครียดสะสม อารมณ์และจิตใจ อาจทำงานหนักเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย ส่งผลให้การทำงานในร่างกายแปรปรวนและสมรรถทางเพศเสื่อมได้ ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ไม่ทำงานหนัก พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ปัญหาในเรื่องของสมรรถทางเพศนั้นหายไปได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา

 

นอกจากนี้ยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศยังส่งผลข้างเคียงหลายอย่าง ประการแรกคือทำให้ตับและไตทำงานหนัก ทั้งยังส่งผลให้เกิดอาการต่อมลูกหมากโตด้วยหากใช้ยาตัวนี้ต่อเนื่องไปนานๆ ในบางรายอาจมีโรคประจำตัวที่ตนเองไม่เคยรู้ การรับประทานยาตัวนี้ยังมีความอันตราย เช่น ในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดถ้าหากทานยาตัวนี้อาจเสียชีวิตได้ ก่อนทานจึงควรแน่ใจจริงๆ ว่าตนเองมีปัญหาที่จำเป็นต้องใช้ยาและควรปรึกษาแพทย์

 

 

ข้อควรระวังในการใช้ยา

ก่อนตัดสินใจใช้ยานี้ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินว่ามีความจำเป็นที่ต้องใช้ยานี้หรือไม่
ผู้ที่มีปัญหานกเขาไม่ขัน ควรตรวจเช็คร่างกายให้แน่ใจว่าไม่มีโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือโรคประจำตัวอื่นๆ ซ่อนเร้นอยู่ ถ้าหากมีจะได้ทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ห้ามใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยารักษาโรคหัวใจ ไตรกลีเซอรีน หรือยาลดความดันเลือด เพราะอาจทำให้ความดันเลือดลดต่ำ จนเป็นลมหรือช็อคได้
ยานี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปวดศีรษะ ร้อนวูบวาบ หน้าแดง คลื่นไส้ ตาพร่ามัวหรือมองเห็นสีฟ้าสีเขียวได้

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่มา ::  posttoday